Search blog.co.uk

  • พักกานก่อน ไปแวะ Hi5 กาน

    แวะมาทักทายพี่ได้นะค้าบที่ hi5

    cristo-perfecto1988.hi5.com

    บายค้าบ

  • มาวิเคราะห์ข้อสอบ Error Identification กานคับ

    ข้อสอบ Error Identification ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่น้อง ๆ ส่วนใหญ่โอดครวญไปตาม ๆ กัน

    เนื่องจากไม่ค่อยแม่นหลักไวยากรณ์ มาดูกันเลยคับว่า เราควรจะเจาะเรื่องไหนเปนพิเศษ

    1. Parallel Structure (Parallelism) โครงสร้างคู่ขนาน

    - Each night he guard would, first, lock the gates, then turn on the lights and walking around the factory. (O-NET 49)

    ตอบ walking เพราะดูการวางคำกริยาในประโยค lock, turn on, จากนั้นก็ต้องเป็น walk ไม่ใช่ walking สังเกตได้โดยมีคำว่า and เป็นตัวเชื่อมและเป็นตัวช่วยหาคำตอบคับ

    2. Hyphenated Adjective คุณศัพท์แบบคำประสมมีขีดคั่น

    - The secretary asked the twelve-years-old girl to wait for her mother in the lobby. (O-NET 49)

    ตอบ twelve-years-old เพราะเป็นคำคุณศัพท์ประสม จะต้องเป็นรูปเอกพจน์เท่านั้น แต่ในที่นี้ years เติม s จึงผิด ต้องเป็น twelve-year-old คับ

    3. Infinitive/Gerund การเลือกใช้ Infinitive กับ Gerund

    - I was supposed attending a seminar in Phuket last week, but the program was canceled due to the flood. (O-NET 49)

    ตอบ attending เพราะสำนวน be supposed ตามด้วย to infinitive คับ ต้องเป็น to attend
    4. Verb + Preposition การใช้คำบุพบทคู่กับคำกริยา

    - The man who waited on us in the restaurant which we went yesterday was one of the slowest I've ever seen. (O-NET 49)

    ตอบ who waited on เพราะตามหลักต้องใช้บุพบท for คับ

    5. Adjective/Adverb การเลือกใช้คำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์

    - Confused by the question which the referee asked, she could not answer it immediate.

    ตอบ immediate คับ เพราะต้องใช้รูปกริวิเศษณ์ immediately แปลว่า ในทันที ทันทีทันใด เพื่อไปขยายคำกริยา answer คือ ตอบในทันที คับ

    6. Placement of Adverb การวางตำแหน่งคำกริยาวิเศษณ์

    - If we don't know the meaning of a word but we know what it contrasts with, we can guess often what it means. (O-NET 48)

    ตอบ can guess often เพราะคำกริยาวิเศษณ์ often เป็นกริยาวิเศษณ์บอกความถี่ ต้องวางไว้ระหว่างกริยาช่วยและกริยาแท้ เป็น can often guess คับ

    7. Complex Negative การปฏิเสธซ้อน

    - No one has said nothing so far; however, I believe that the truth will soon reveal itself. (O-NET 49)

    ตอบ nothing เพราะเป็นลักษณะของคำสรรพนามเชิงปฏิเสธ ซึ่งในประโยคมีประธานเป็น No one ปฏิเสธอยู่แล้ว จึงไม่สามารถซ้อนปฏิเสธในประโยคเดียวกันได้อีก ต้องใช้ว่า anything แทนคับ เพราะ any ใช้ในประโยค คำถาม และ ปฏิเสธ

    8. Subject-Verb Agreement ขัอตกลงระหว่างประธานและกริยา

    - Cycling, in addition to hiking, are becoming a popular sport among Thai teenagers. (O-NET 49)

    ตอบ are becoming เพราะ in addition to hiking เป็นเพียงส่วนขยาย ไม่มีความสำคัญในประโยค ตัดออกได้ จึงใส่ไว้ใน comma ประธานในประโยคมีตัวเดียวคือ Cycling ดังนั้นจึงต้องใช้กริยาเอกพจน์ คือ is becoming คับ

    9. Comparison การเปรียบเทียบทั้งขั้นกว่าและขั้นสุด

    - Jogn bought himself the lightest, the most recently manufactured, and the less expensive camara in Singapore. (O-NET 49)

    ตอบ the less expensive เพราะจะสังเกตได้ว่ามีขั้นสุด the lightest, the most recently ดังนั้นจึงต้องใช้ the least expensive เพราะคำว่า less ใช้ในขั้นกว่าเท่านั้นคับ

    10. Causative โครงสร้างบอกเหตุ

    - Since the new film's reclusive director does not give interviews, he is happy to let his movie to speak for itself.

    ตอบ to speak เพราะต้องใช้โครงสร้าง let someone do something หรือ let + someone + กริยาช่องที่ 1 ไม่มี to

    เป็นไงคับ ไม่ยากเลยใช่มั้ย ทางที่ดีควรไปอ่านทำความเข้าใจทั้ง 10 เรื่องที่กล่าวมานี้ให้ดี และก็ลองฝึกฝนทำแบบฝึกหัดดูคับ แม้ว่า ไวยากรณ์ จะมีเนื้อหาเยอะ แต่ถ้าค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ และทำความเข้าใจไปพร้อม ก็จะจำได้เอง ตอนนี้พี่เองก็จำไวยากรณ์ได้เกือบหมดทุกข้อแล้วค้าบ ไม่ใช่เพราะสมองดี แต่เพราะฝึกฝนบ่อย

    โชคดีนะค้าบ เจอกานคราวหน้า บาย

    >>>จากเด็กมารีย์ โคราช (กฤษฎา สมุทรสาคร)

  • มาเอา Tenses ให้กระจ่างกัน (ต่อเรื่อง Tenses) (ของเก่า eduzones)

    มาคราวนี้จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบทั้ง 12 ให้ดูคับ

    1) Present Simple : S + V1

    The sun rises in the morning and the moon rises in the evening. (เหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ)
    I often go shopping at The Mall. (เหตุการณ์ประจำ บ่อยๆ เสมอ ๆ ธรรมดา ทั่วไป)
    Please leave me alone. (คำสั่ง ขอร้อง)

    2) Present Continuous : S + is, am, are + Ving

    It is approaching. มันกำลังใกล้เข้ามา (เหตุการณ์ที่กำลังเกิด)
    I am flying to England. ฉันกำลังจะขึ้นเครื่องบินไปประเทศอังกฤษ (อนาคตอันใกล้)

    3) Present Perfect : S + have, has + V3

    She has done housework. เธอได้ทำงานบ้านแล้ว (จากอดีต จบแล้วในปัจจุบัน)
    I have ever visited Paris. ฉันเคยไปเที่ยวปารีส (ใช้กับเหตุการณ์เคย ไม่เคย)

    4) Present Perfect Continuous : S + have, has + been + Ving

    We have been walking for 45 minutes. เดินมาตั้ง 45 นาทีแล้ว ยังจะเดินต่อไปอีก (จากอดีตแล้วยังไม่จบในปัจจุบัน)

    5) Past Simple : S + V2

    This plant died yesterday. (เหตุการณ์ธรรมดา จบแล้วในอดีต)

    6) Past Continuous : S + was, were + Ving

    They were playing tennis at 5 pm yesterday. (กำลังเกิด กำลังทำในอดีต)
    When my father arrived home, I was reading a magazine. (กำลังทำ ในอดีต)
    * สังเกตว่า มี 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์นึงกำลังเกิด ใช้ Past Continuous อีกเหตุการณ์เข้ามาแทรกให้ใช้ Past Simple เข้าใจ๋? *

    7) Past Perfect : S + had + V3

    When my father arrived home, I had read a magazine. เมื่อพ่อกลับมาบ้าน ฉันก็อ่านนิตยสารจบไปก่อนแล้ว (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วดำเนินเรื่อยมาจนจบก่อนอีกเหตุการณ์อีกอันหนึ่ง ในอดีต)

    8) Past Perfect Continuous : S + had + been + Ving

    You had been reading a newspaper when father arrived home. คุณอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เมื่อพ่อกลับมา (เมื่อพ่อกลับมา คุณก็ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์ไม่จบ)

    9) Future Simple : S + will, shall + V1

    I will take this. ฉันจะเอาสิ่งนี้ไปแล้วกัน (เหตุการณ์ธรรมดาที่จะเกิดในอนาคต)

    10) Future Continuous : S + will, shall + be + Ving

    He will be sitting in his room at this time tomorrow. เขาจะกำลังนั่งอยู่ในห้องของเขาในเวลานี้ของพรุ่งนี้ (เหตุการณ์ที่จะกำลังเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการคาดการณ์)

    11) Future Perfect : S + will, shall + have + V3

    When you go to the cyber cafe, I will have surfed the internet for 3 hours. เมื่อคุณไปถึงร้านเน็ต ฉันก็จะเล่นเน็ตมาเป็นเวลา 3 ชม. แล้ว (พอคุณไปถึง ฉันก็กำลังจะเลิกเล่น) (จะเกิดขึ้นเป็นเวลาเท่าไรแล้ว)

    12) Future Perfect Continuous : S + will, shall + have + been + Ving

    When you go to the cyber cafe, I will have been surfing the internet for 3 hours. เมื่อคุณไปถึงร้านเน็ต ฉันก็จะเล่นเน็ตมาเป็นเวลา 3 ชม. แล้ว (ยังเล่นไม่เลิก เน้นความนานของเวลา)

    จากเด็กมารีย์โคราช (กฤษฎา สมุทรสาคร)

  • มาสรุปเรื่อง Tenses กานคับ (ของเก่า eduzones)

    ง่ายมากคับ ถ้าตั้งใจ มีหลักง่าย ๆ หลายคนบอกว่า ปวดหัว กันมานาน ไม่เข้าใจซะที "หรือ" ตอนเรียนอ่ะเข้าใจ แต่ ตอนทำข้อสอบนี่สิ งงเป็นไก่ตาแตก เลย

    สำหรับ Tenses นะคับ มีหลักอยู่ ให้เรานึกถึง ปัจจุบัน (Present) เป็นหลัก แล้วค่อยเชื่อมโยงไปหาอดีต (Past) หรือ อนาคต (Future) จะง่ายขึ้นมาก เวลาจำ ก็ให้จำแค่ 4 Tenses ย่อยของ Present ก็พอคับ ส่วนที่เหลืออีก 8 ก็จะหลั่งไหลมาเองคับ

    Present แบ่งออกเป็น 4 Tenses คือ

    1) Present Simple : มัน simple คือ มันธรรมดา = S + V1

    ในเมื่อมันธรรมดา ก็ต้องใช้กับเหตุการณ์ธรรมดา ทั่วไป เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ธรรมดา เกิดขึ้นเสมอ เป็นประจำ เป็นตารางเวลา หรือ เป็นคำสั่ง จริงอะป่ะ?

    ex. I go to school every day. Water boils at 100 degree Celcius. The train leaves at 8.30 am and arrives at 10.00 am. Go away! I don't want to see you.

    2) Present Continuous : อ๊ะ continuous หน้าตาคล้าย ๆ กะ continue แสดงว่า มัน ต่อเนื่อง หรือ กำลังทำ (ในปัจจุบันด้วยนะคับ) = S + is, am, are + Ving

    ใช้กะ เหตุการณ์ที่กำลังเกิด กำลังทำ หรือ กำลังจะเกิดในอนาคตอันใกล้

    ex. She is writing a letter. Don't worry! She is coming. (ไม่ต้องกังวลหรอก เดี๋ยวเธอก็มา)

    3) Present Perfect : มัน perfect แสดงว่ามันก็ต้องสมบูรณ์แบบ จริงอะป่ะคับ? มันต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตดำเนินเรื่อยมาจนจบในปัจจุบัน ขณะที่พูด = S + have, has + V3

    ex. They have done their homework for 2 hours. พวกเขาทำการบ้านมาเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (ตอนนี้ทำเสร็จแล้วคับ)

    4) Present Perfect Continuous : มัน perfect ก็ต้อง สมบูรณ์แบบ แถมยัง continuous ต่อเนื่องอีกด้วย แสดงว่า เหตุการณ์มันต้องเกิดขึ้นในอดีตดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่จบ เพราะยังต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต = S + have, has + been + Ving

    สังเกตนะคับ Tense นี้เอา Present Perfect มารวมกับ Present Continuous ดูจากโครงสร้างแล้ว (have, has + V3) + (V. to be + Ving) โดย V.to be ก็เปลี่ยนเป็นช่อง 3 ซะเป็น been เพราะดันไปตามหลัง V. to have ไงคับ

    *Tense นี้ต่างกับอันที่ 3 นะคับ ดูดี ๆ เพราะจะเน้นความยาวนานและยังไม่จบ แต่ อันที่ 3 ไม่ค่อยเน้นความยาวนานและจบไปแล้ว*

    ex. We have been studying English for 10 years. (เรียนมาตั้ง 10 ปีแล้ว ในอนาคตก็ยังคงเรียนต่อไปอีกเรื่อย ๆ)

    เป็นไงมั่งคับ Present ทั้ง 4 นี้หมู ๆ เองใช่มั้ยคับ คราวนี้ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ แล้วอีก 8 ตัวที่เหลือล่ะทำไง ง่ายมากคับ ก็แปลง Present ทั้ง 4 นี้ให้เป็น Past หรือ Future ซะ แล้วแปลงคำอธิบาย จากคำว่า "ปัจจุบัน" เป็น "อดีต" หรือ "อนาคต" แทน

    เช่น Present Simple เหตุการณ์ธรรมดา เป็นประจำ "ในปัจจุบัน" พอเป็น Past Simple ก็เปลี่ยนคำอธิบายว่าเป็น เหตุการณ์ธรรมดา เป็นประจำ "ในอดีต"

    Present Perfect เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตดำเนินเรื่อยไปจนเสร็จสิ้นในปัจจุบัน พอเป็น Future Perfect ก็เปลี่ยนคำอธิบายว่าเป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตแล้วดำเนินเรื่อยไปจนเสร็จสิ้นในเวลาต่อมา (ในอนาคตนะคับ) เป็นต้นคับ

    สรุปโครงสร้าง นะคับ

    1) Present

    1.1) Present Simple : S + V1 1.2) Present Continuous : S + is, am, are + Ving
    1.3) Present Perfect : S + have, has + V3 1.4) Present Perfect Continuous : S + have, has + been + Ving

    2) Past
    2.1) Past Simple : S + V2 2.2) Past Continuous : S + was, were + Ving ** เอา is, am, are มาเปลี่ยนเป็น past ไง
    2.3) Past Perfect : S + had + V3 ** เอา have, has มาเปลี่ยนเป็น past ไง
    2.4) Past Perfect Continuous : S + had + been + Ving

    3) Future
    3.1) Future Simple : S + will, shall + V1
    3.2) Future Continuous : S + will, shall + be + Ving ** continuous ต้องมี V. to be + Ving ใช่มั้ยคับ แต่ V. to be ต้องกลายมาเป็นช่อง 1 คือ be เพราะดันไปตามหลัง will, shall ไงคับ
    3.3) Future Perfect : S + will, shall + have + V3
    3.4) Future Perfect Continuous : S + will, shall + have + been + Ving ** เป็นการเอา Tense ที่ 3.1 + 3.2 + 3.3 คับ

    @@@@@ ลองศึกษาดู น่าจะพอเข้าใจบ้างนะคับ พักสมองกันก่อนละกาน กระทู้หน้าจะยกแต่ตัวอย่างเปรียบเทียบ tenses ทั้งหมด เอาให้เข้าใจเลยนะคับ ตอนนี้ขอ บาย ก่อนคับ @@@@@

    --> จากเด็กมารีย์โคราช (กฤษฎา สมุทรสาคร)

  • อยากเก่งอังกฤษต้องทำแบบนี้ (ของเก่า eduzones)

    เก่งอังกฤษได้ไม่ยากคับ อยากฟัง - พูด - อ่าน - เขียน เป็น ก็ต้องฝึกฝนกันไปคับ ไม่มีหรอกไอ้วิธีที่จะทำให้เก่งขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาอันน้อยนิด รวบรัด ต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ก็คุ้มค่า

    เก่งฟัง (ควรเก่งพูดควบกันไป)
    1) ต้องรู้หลักการผสมเสียงพยัญชนะกับเสียงสระ
    2) รู้หลักการเน้นเสียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง เพื่อที่ว่าเวลาฟังฝรั่งจะสามารถจับคำพูดได้
    3) ฝึกฟังสื่อทั้งหลายที่เป็นภาษาอังกฤษบ่อย ๆ เพื่อให้ชินหู และสามารถจับใจความได้

    **เพิ่มเติม เว็บไซต์ฝึกฟังนะคับ
    www.esl-lab.com มีให้ฝึกฟังหลายระดับ ดีมาก ๆ รับประกันคับ เป็น American English
    www.bbc.co.uk/worldservice ฟังวิทยุข่าวของประเทศอังกฤษนะคับ British English

    เก่งพูด (ควรจะเก่งฟังควบกันไป)
    1) ต้องเรียนรู้วิธีการผสมเสียงพยัญชนะกับเสียงสระ
    2) รู้หลักการเน้นเสียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง
    3) หัดสร้างประโยค และพูดซ้ำ ๆ เพื่อให้คล่อง
    4) คราวนี้ก็ถึงทีตะลุยคับ ต้องหาชาวต่างชาติมาฝึกพูดด้วยบ่อยๆ ไม่ถึงครึ่งปี ก็พูดแจ้ว ๆ เลย

    **เพิ่มเติม เว็บไซต์ฝึกพูดนะคับ
    www.sharedtalk.com เปนเว็บไว้แชทนะ มีไมค์ด้วยยิ่งดี ต้องสมัครสมาชิกก่อน ฟรีคับ ฝึกได้ทุกภาษา

    เก่งอ่าน (ควรจะเก่งเขียนควบกันไป)
    1) ควรจะสะสมคำศัพท์ไว้มาก ๆ
    2) ไม่จำเป็นต้องท่องศัพท์ที่ยาก ๆ แต่ให้รู้ศัพท์พื้นฐานตุนเอาไว้ เพื่อใช้เป็นฐานเอาไว้เดาศัพท์ยากจากบทอ่าน ก็พอ
    3) ฝึกอ่านให้เร็ว และจับใจความไปพร้อม ๆ กัน ฝึกบ่อย ๆ จะรู้ว่าตัวเองอ่านได้เร็วโคตร
    4) เมื่อคล่องก็เปลี่ยนไปอ่านอะไรที่มันเป็นวิชาการมั่ง โดยวิธีเดิมคับ คือ อ่านเร็ว จับใจความให้ได้

    เก่งเขียน (ควรจะเก่งอ่านควบกันไป)
    1) ตอนที่เราฝึกอ่านก็ให้ศึกษาโครงสร้างประโยค ไวยากรณ์จากบทอ่านเอาไว้บ้าง
    2) ศึกษาไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค การเรียงคำ จริง ๆ จัง ๆ กันซะที เพื่อเอาประโยชน์ในการเขียน
    3) ลองฝึกเขียนประโยคสั้น พร้อมกับแก้ไขประโยคให้ถูกต้องไปในตัว ตอนแรก ๆ อาจจะหาผู้ชำนาญตรวจสอบให้ พอแม่นไวยากรณ์ เราก็สามารถตรวจทานได้ด้วยตัวเอง
    4) หลังจากนั้นก็เขียนบทความ รายงาน กลอน เป็นภาษาอังกฤษดูครับ และก็หมั่นตรวจทานความถูกต้อง พร้อมศึกษาวิธีการเขียนไปด้วย ฝึกบ่อย ๆ เก่งโคตร

    ลองเอาไปลองทำตามกันดูนะคับ อยากให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ และพี่เก่งอังกฤษกันทุกคนนะคับ บาย

    --> จากเด็กมารีย์ โคราช (กฤษฎา สมุทรสาคร)

  • วิธีการวิเคราะห์โจทย์ reading ของ O-NET และ A-NET (ของเก่าที่ eduzones)

    หลายคนอาจจะคิดว่าข้อสอบ O-NET และ A-NET ภาษาอังกฤษในส่วนของ Reading นั้นค่อนข้างยาก จนถึง ยากโคตร เพราะ text ยาว แถมศัพท์ก็ยาก ทำไงดีจะอ่านทันมั้ยเนี่ย สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคในการทำโจทย์ของเราเป็นอย่างมาก

    วิธีเตรียมตัวคือ REAET (Read Everywhere And Every Time) หรือ อ่านทุกที่ทุกเวลา หมายถึง ว่าง ๆ ก็เอาบทความภาษาอังกฤษมานั่งอ่านเล่น ๆ สักครึ่งชม. ทุกวัน ฝึกไปบ่อย ๆ สมองของเราก็จะสร้างเครือข่ายเซลล์ประสาททางด้านภาษา เราก็จะคล่อง แล้วก็จะชินเวลาทำข้อสอบ ของอย่างงี้ต้องฝึกกันเอาเองนะคับ โดยเฉพาะน้อง ๆ ที่กำลังจะขึ้น ม.6 ควรจะฝึกซะตั้งแต่ตอนนี้ แล้วจะสบายเอง

    สำหรับกระทู้จะมาสาธิตวิธีการวิเคราะห์โจทย์ ซึ่งได้เรียบเรียงเอง ไม่ได้ไปคัดลอกวิธีมาจากที่ไหนนะคับ

    [A] ในกรณีที่โจทย์ถามหา "ใจความสำคัญ" หรือ main idea มันมักจะ

    1) อยู่ที่ paragraph แรก โดยเฉพาะ ประโยคแรก หรืออาจจะประโยคสุดท้ายของ paragraph สุดท้าย หรือพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก

    2) มักจะอยู่หลังคำเชื่อมที่แปลในทำนองว่า ดังนั้น จึง เพื่อ แต่ อย่างไรก็ตาม ใน paragraph แรก หรือสุดท้าย

    ดังนั้นพอมาเจอโจทย์ reading ก็ให้รีบอ่าน paragraph แรกกะสุดท้ายเลยนะคับ จะได้รู้คร่าว ๆ ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และก็ควรศึกษาเรื่องคำเชื่อม (conjunction) มาให้แน่น เพราะจะช่วยให้ทำโจทย์คล่อง เดาศัพท์ได้ บวกกับได้คะแนนมาเหนาะ ๆ อย่างน้อย 1 คะแนน ต่อ 1 เนื้อเรื่องคับ

    [B] ถ้าโจทย์ให้เราสรุป (ในโจทย์มักใช้คำว่า infer, conclude, summarize ซึ่งแปลว่า สรุป หรือหาข้อยุติ)

    1) ให้อ่านทั้งเรื่องอย่างละเอียด แต่ต้องรักษาความเร็วนะคับ

    2) ใช้ข้อมูลที่ได้จากเนื้อเรื่อง อนุมานหรือ สรุป ออกมา โดยที่ ข้อความที่เราสรุป จะต้องสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง ถ้าหากไม่ได้กล่าวไว้ในเนื้อเรื่อง หรือ ไม่สัมพันธ์กะเนื้อเรื่อง ถือว่าผิดทันทีนะคับ ต้องระวัง

    [C] ถ้าโจทย์ถาม tone, emotion, feeling หมายถึง น้ำเสียง อารมณ์ ความรู้สึก

    1) ให้อ่านทั้งเรื่องเช่นกัน อย่างละเอียด

    2) ให้สังเกตการใช้คำว่า

    2.1) ใช้คำเรียบ เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ไม่แสดงความชอบหรือไม่ชอบ ก็เลือก neutral = เป็นกลาง

    2.2) ใช้คำเข้าชมชอบ หรือ เห็นดีด้วยกับสิ่ง ๆ หนึ่ง ก็ให้เลือก satisfactory หรือ pleased หรือที่แปลในทำนองเดียวกันคับ

    2.3) ใช้คำต่อว่า หรือ รุนแรง ไม่เห็นด้วยกับสิ่ง ๆ หนึ่ง โต้แย้ง ก็ให้เลือก argumentative = โต้แย้ง

    เป็นไงมั่งคับ พอจะรู้วิธีทำโจทย์กันบ้างหรือยังคับ ลองเอาไปฝึกดูนะคับ แล้วจะมาถ่ายทอดวิทยายุทธให้ใหม่นะคับ บาย ยินดีรับคำติชมคับ -> จากเด็กมารีย์ โคราช (กฤษฎา สมุทรสาคร)

  • ทักทายน้อง ๆ กานค้าบ

    สวัสดีค้าบน้อง ๆ ทุกคนต้องกำลังตั้งหน้าตั้งตาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    (ไม่รู้ว่าจะเรียกไอ้การสอบเข้าแบบนี้ว่าอะไรแล้ว เหอ ๆ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา งง จริง ๆ)

    พี่เองห่างเหินจาก eduzones ไปซะนาน จนลืมไปว่า เคยโพสต์บทความเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเอาไว้ด้วย แหะ ๆ

    ตอนนี้พออยู่จุฬาแล้ว เพื่อนมาทักว่าเคยโพสต์ไว้ใช่มั้ย ก็เลยนึกได้ 555+

    และนี่ก็คือบล็อกเอาไว้สำหรับแนะนำเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับการทำข้อสอบภาษาอังกฤษให้น้อง ๆ กันนะคับ

    หวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ขอบคุณค้าบบ

    >>>จาก เด็กมารีย์ โคราช (กฤษฎา สมุทรสาคร)

  • Hi everyone! -- ¡Hola a todos!

    English Version

    This is my first time having a blog... Quite proud! @(^_^)@

    Anyway, welcome to my world, Durahan X.

    It's gonna be the place where I'll show you all my works I want ya to see.

    Right... Just greet ya. See ya.

    -------------------------------------------------------------------------

    Versión Española

    Tengo un blog por primera vez... ¡Bastante orgulloso! @(^_^)@

    En todo caso, bienvenidos a mi mundo, Durahan X.

    Va a ser un lugar donde se encuentran todos mis trabajos que te quiero ver.

    Pues... Justo te saludo. Hasta luego.

Footer:

The content of this website belongs to a private person, blog.co.uk is not responsible for the content of this website.